รวมมิตร : งานถักจากบล๊อคไม้

สวัสดีปีกระต่ายค่ะ

ปีนี้มีอะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตมากมาย รวดเร็วจนเกือบตั้งตัวไม่ทันกันเลยทีเดียว ทั้งเรื่องงาน เรื่องคน และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย หากปฏิเสธไม่เป็น คงตั้งตัวไม่ทัน และหากไม่ตั้งสติให้มั่น คงมีอันได้เข้าเนื้อและเจ็บตัวอย่างสาหัสเลยล่ะค่ะ

แต่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น มีเหตุดีเหตุร้ายใดๆ ก็ตาม ฉันก็ยังโชคดีที่มีกำลังกาย กำลังใจดีอยู่เสมอ ขอบคุณในความโชคดีนี้ ขอให้เป็นเช่นนี้ไปอีกนานๆ นะคะ เพี้ยง !!

เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ฉันถักหมวกได้หลายใบเลยค่ะ การที่ได้ลองถักหลายๆ ชิ้นทำให้สามารถพัฒนางานถักให้ออกมาดี เหมาะกับประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น อย่างหมวกที่ถักมานั้นผืนแรกถักแล้วเก็บงานไม่ดีพอ ทำให้ได้หมวกที่แคบมาก ต่อมาได้ลองแก้ไขใหม่กระทั่งพบวิธีการที่ลงตัว ได้หมวกที่สะดวกต่อการสวมใส่ยิ่งขึ้น

วันทำบุญร้อยวันของพ่อ ก็สามารถถักหมวกถวายพระทุกรูปที่นิมนต์มาได้ทันเวลา สมความตั้งใจ

และผ้าคลุมไหล่ไหม Snowy สีเหลืองทองผืนนี้ ใช้ไหม 3 ก้อนจะได้ขนาดกำลังดีเลยค่ะ เคยเห็นผืนที่ใช้ถึง 4 ก้อนแล้วรู้สึกจะยาวมากเกินไป ทั้งเปลืองไหมและใส่ไม่ค่อยสวยด้วยค่ะ (เว้นแค่คนใช้จะสูงเกิน 175 ซม.)


เสื้อแขนยาวไหมขนแกะผืนนี้ ถักลายฟันปลาธรรมดาค่ะ วันที่ถักเสร็จก็รู้สึกตื่นเต้นมาก พอใจกับผลงานที่ได้ระดับหนึ่ง รวมถึงคนออเดอร์ก็พึงพอใจดี แต่มาวันนี้กลับรู้สึกว่ามันธรรมดาไปหน่อยซะงั้น 555+

ไว้จะถักเสื้อแขนยาวจากบล๊อกไม้ผืนใหม่มาให้ดูนะคะ

ผ้าพันคอสีม่วงผืนนี้ ใช้ไหม Monkey Kop ทั้งหมด 3 ก้อน ถักจากบล๊อกไม้ 20 หลัก ด้วยลายฟันปลาทางเดียว งานที่ได้สวยด้วยตัวของไหมพรมเค้าค่ะ บรรดาคนที่ชอบสีม่วงถูกใจกันยกใหญ่

เสื้อกั๊กสีม่วงมังกี้ สลับขนแกะสีขาวผืนนี้ เป็นเสื้อคอวีที่ถักเองเป็นผืนแรก หลังจากสอนเทคนิคให้พี่ๆ น้องๆ ไปหลายคน น้องหงส์เจ้าของเสื้อชอบมาก แต่พบว่าเสื้อสั้นไปหน่อย (ไหมสีม่วงหมดพอดีด้วยค่ะ) ทำให้ได้รู้ข้อระวังเพิ่มขึ้นว่า หลังจากลองเอางานมาทาบพอดีตัวนาย/นางแบบแล้ว ต้องถักยาวเผื่อไปอีก 4-5 นิ้ว มิฉะนั้นเสื้อจะสั้นไป ใส่ไม่สวยค่ะ

เสื้อกั๊กสีดำ-ขาว ตัวนี้ ถักด้วยลายฟันปลาสลับสีเหมือนกันกับเสื้อสีม่วง-ขาวค่ะ พบปัญหาเดียวกันคือ มันยังสั้นเกินไป แต่คนออเดอร์พอใจ คนถักก็สบายใจไปค่ะ

เสื้อสีชมพูดิ้นกำมะหยี่สีแดงผืนนี้พิเศษหน่อยค่ะ เพราะถักให้แม่ใส่ แม่เป็นคนเลือกไหมด้วยตัวเอง หลังจากถักเสร็จอนุญาตให้ยืมมาให้หุ่นใส่เป็นแบบพักนึง เสื้อตัวนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ใคร ๆ หันมาถักเสื้อกันหลายคนเลยล่ะค่ะ

ส่วนเสื้อตัวนี้เป็นการลองถักเล่น ๆ ของตัวเองค่ะ จากที่มีคนมาบ่นว่าทำไมไม่ถักเสื้อให้เด็ก ๆ ออกมาอีก ก็เลยลองเอาไหมที่มีอยู่มาถักรวม ๆ กันดู พบข้อควรระวังอยู่ว่าไหมขนแกะ กับ ไหมขนนก (สีเหลือบ)นั้น มีความฟ หนา นุ่ม ไม่เท่ากัน คนที่เพิ่งหัดถักจะเก็บงานลำบากนิดหน่อย แต่ผืนนี้ก็เสร็จเรียบร้อยโรงเรียนเจี๊ยบๆ ค่ะ

นี่ก็เป็นด้านหลัง ถักด้วยไหมขนแกะ (ด้านหน้าเป็นไหมขนนกค่ะ)

ส่วนผืนนี้ถักด้วยโครเชต์ค่ะ เป็นเสื้อที่ถักตามออเดอร์อีกหนึ่งผืน ใช้เวลาค่อนข้างนานและเปลืองไหมมากกกว่างานที่ถักด้วยบล๊อกไม้ แต่ก็สวยงามต่างกันไป

สีเขียวมังกี้ – ขาว ขนแกะผืนนี้ ถักให้พี่สาวของเจ้าของเสื้อม่วง-ขาว ค่ะ ใช้มังกี้สีเขียว 3 ก้อน+ขนแกะขาว 100 กรัม 1 ก้อน

ส่วนไหมพรมสีขาวที่เห็นนี้ สวยและนุ่มน่าใช้มากค่ะ ค่อนข้างฟู เบา แต่มีความวาววิ้ง ๆ อยู่ในตัว ฉันไม่รู้ว่าเค้าชื่ออะไรแต่เรียกกันเองว่า “ใหมใจ” ค่ะ ลองเอามา 80 กรัม ถักได้ผ้าพันคอหนึ่งผืนพร้อมชาย

ลองพันดูแล้ว สวยดี เรียบแต่หรู ดูดีเชียวล่ะ

และผลงานของวันนี้ ฉันหยิบไหม Sodaina มาถักเป็นผ้าพันคอ (อีกแล้ว) ดูค่ะ ใช้เวลาช่วงพักเล็กๆ ของวัน ถักไปเรื่อยๆ เพลินๆ ก็เป็นอันเรียบร้อยอีกหนึ่งผืน

ใช้ไหม Sodaina ทั้งหมด 3 ก้อน (ก้อนละ 40 กรัม แต่ละก้อนไหมยาวแค่ยี่สิบกว่าเมตรเองค่ะ) ได้ผ้าพันคอหนึ่งผืนไม่กว้าง ไม่ยาว แต่สวยสะดุดตาดีค่ะ

และเสื้อผืนนี้ เป็นไพลอทโพรเจคอีกหนึ่งชิ้น สำหรับงานถักเสื้อด้วยบล๊อกไม้ เป็นการผสมผสานลายถัก และผสมไหมต่างชนิดกันดูค่ะ สีส้มเป็นไหมขนแกะ ส่วนสีน้ำตาลอ่อนนั้นเป็นไหม Momotara เส้นเล็กถักสองเส้นควบ ระหว่างที่ถักผืนนี้คาไม้ไว้ มีลูกค้าไหมพรมเห็นแล้วถูกใจขอให้ขึ้นลายและเลือกไหมให้บ้าง ฉันเลือกขนแกะ + Mohair ของภิญญ์ให้ หลังจากลองถักๆ ไม่กี่แถวก็เป็นที่ถูกอกถูกใจ  ยิ้มแก้มปริกลับบ้านไปเลยค่ะ

เสื้อสีส้มผืนนี้ถักเสร็จเมื่อหัวค่ำนี่เองค่ะ จัดการเย็บตะเข็บและเก็บรายละเอียดตรงคอ แขน และ ชายเสื้อเสร็จ ก็เป็นอันเรียบร้อยค่ะ

ขอให้สนุกกับงาน สำราญกับงานถัก (ยามว่าง) ค่ะ

:D

ป.ล. สอนงานถักให้ฟรีที่บ้านทุกวันหลังเลิกงานค่ะ แต่ขอไม่รับสอนงานทางโทรศัพท์นะคะ (( โดยเฉพาะในเวลาราชการ - สงวนไว้ให้คำปรึกษาด้านยาเท่านั้นค่า ))

About these ads

15 comments

  1. โอ้ว แต่ละชิ้นสวยงามมากเลยจริงๆ ล่ะคุณ

    ตอนแรกผมเลื่อนเม้าท์ดูภาพลงมาเรื่อยโดยไม่ได้อ่านข้อความ สายตามาสะดุดอยู่ที่เสื้อสีชมพูตัวนั้น พอมาอ่านข้อความแล้วถึงได้รู้ว่าคุณถักให้คุณแม่ … มิน่าล่ะ สวยเชียว ยังงี้ไม่ให้คุณนายมาลียิ้มจนแก้มบานยังไงไหวเนาะ

    เสื้อเด็กที่ด้านหน้าเป็นขนแกะด้านหลังเป็นขนนกก็สวยดีจ้า … ผมขอออเดอร์ล่วงหน้าก่อนสักสิบตัวได้ไหม จะเอาไว้ให้ลูกของผมใช้น่ะจ้า

    อืม ไหม Sodaina เหรอ เพิ่งจะเคยได้ยินชื่อเป็นครั้งแรก แต่ก็ต้องยอมรับว่าผ้าพันคอที่ได้จากไหมชนิดนี้สวยงามและเก๋ไก๋ดีจริงๆ ด้วยล่ะคุณ

    .

    .

    .

    เอาล่ะจ้า ชมงานสวยๆ แล้ว หลังจากแช่กระทู้นี้ไว้สักสองสัปดาห์แล้ว ช่วยจัดงานเขียนที่เคยลงในก้าวรอก้าวนี้ขึ้นกระเช้าของฝากให้ด้วยนะคุณ

    ขอให้มีความสุขในวันทำงานมากๆ นะ

    อ้อ ฝากความสุขไปถึงคุณแซดฯด้วยจ้า
    :)

  2. ค้นพบเพราะค้นหา……………….โดย สิญจน์ สวรรค์เสก

    .

    .

    “เมื่อหยุดสังเกต ข้าพเจ้าก็ตาย”

    นี้เป็นอีกประโยคเด่นที่ ชาร์ลส์ ดาร์วิน พูดเอาไว้ก่อนตาย

    บุรุษผู้นี้เกิดที่เมืองชรูสบรี่ (Shrewsbury) เขตชรอพเชีย (Shropshire) ประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1809 การเกิดของเขาทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกในฐานะเป็นถิ่นเกิดของนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่ผู้เป็นเจ้าของทฤษฎีวิวัฒนาการ

    .

    ปฐมบทแห่งทฤษฎี :

    ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เรือหลวงบีเกิล (H.M.S. Beagle) แห่งราชนาวีอังกฤษได้เดินทางไปสำรวจภูมิประเทศแถบคาบสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิก โดยมีกัปตันฟิทซ์รอย (Fitzroy) เป็นผู้บังคับการเรือ

    ชาร์ลส์ ดาร์วิน ร่วมเดินทางไปกับเรือลำนั้นด้วยในฐานะนักชีววิทยา เขาใช้เวลากว่าห้าปีเก็บตัวอย่างพืชพรรณ ซากสัตว์และแมลงต่างๆ กลับมาศึกษาค้นคว้าที่ประเทศอังกฤษ หลายปีต่อมาเขาพบว่าสัตว์และพืชทั้งหลายมีการสืบต่อพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่น โดยอาศัยกลไกคัดเลือกจากธรรมชาติคือสภาพลมฟ้าอากาศภายนอก ซึ่งสัตว์และพืชต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆ จึงจะอยู่รอด และกลไกภายในคือการแปรผันทางพันธุกรรมทีละเล็กทีละน้อยจากรุ่นสู่รุ่น กระทั่งแปรเป็นสปีชีส์ใหม่ขึ้นมา

    เมื่อศึกษาจนเป็นที่แน่ใจแล้ว ดาร์วิน ได้ประกาศทฤษฎีวิวัฒนาการนี้ในหนังสือ “กำเนิดของสรรพสิ่ง” (The Origin of Species) ของตนว่า มนุษย์และลิงมีบรรพบุรุษประเภทเดียวกัน ก่อนจะแยกสายพันธุ์แล้วต่างพัฒนาพันธุกรรมของตนกระทั่งทิ้งกันไกลไม่เหลือเค้าเดิมของต้นธารจุดกำเนิด

    ที่จริงการค้นพบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะพระมหาสมณโคดมก็ทรงประกาศ “กฎแห่งความเป็นไปของสิ่งทั้งมวล” มาก่อนหน้านั้นนานแล้วว่า ใดๆ ในโลกนี้จะวิวัฒน์ไปตามมูลเหตุห้าประการ คือ ตามสภาพลมฟ้าอากาศ (อุตุนิยาม) ตามพีชะหรือว่าพันธุกรรมของบรรพบุรุษ (พีชะนิยาม) ตามการกระทำที่ทำมาและที่ทำซ้ำบ่อยๆ (กรรมนิยาม) ตามความคิดที่ตรึกถึงเรื่องนั้นๆ (จิตนิยาม) และตามไตรลักษณ์ที่มีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วแปรปรวนแตกสลายไปในที่สุด (ธรรมนิยาม)

    ทฤษฎีของ ดาร์วิน เป็นการเรียนรู้กฎแห่งความเป็นไปสองข้อแรกคือลมฟ้าอากาศที่มีผลต่อพืชและสัตว์ กับการสืบต่อพันธุกรรมที่ได้รับมาจากพ่อแม่

    การที่ ดาร์วิน “พอจะรู้” บางส่วนของกฎสองข้อของธรรมชาติก็ทำให้เขากลายเป็นนักชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่แล้ว น่า “แสวงหา” คำตอบต่อไปเหมือนกันว่า ถ้าใครรู้แจ้ง “กฎแห่งความเป็นไปของสิ่งทั้งมวล” ได้ครบถ้วนทั้งห้าข้อดั่งพระพุทธเจ้าแล้วจะยิ่งใหญ่สักปานใด

    เรื่องของการ “แสวงหา” ซึ่งผมคิดว่าเป็นหัวข้อที่กว้างมาก เราสามารถยกตัวอย่างของนักแสวงหาในด้านต่างๆ มาเขียนได้อีกเยอะ แต่ที่ผมหยิบเอาเรื่องของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน มาเขียนก็เพราะว่า…

    สาม – ตอนนี้ผมอยู่ในเมืองชรูสบรี่ (Shrewsbury) ซึ่งไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็ชนชื่อ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เต็มเมืองไปหมด แม้แต่ตามกำแพงศิลปินพเนจรก็ได้วาดรูปของแกติดเล่นไปทั่ว (คงจะเป็นควันหลงจากการเฉลิมฉลองเนื่องในวาระครบ 200 ปีของแกเมื่อปีที่แล้วด้วยน่ะครับ)

    สอง – ผมนับถือหัวใจของแกที่กล้าประกาศทฤษฎีนี้ออกมาในสังคมยุคนั้นที่เต็มไปด้วยคริสตชนผู้เชื่อในพระผู้สร้าง ซึ่งหากย้อนลงไปถึงยุคกลางของยุโรป (ราวปีค.ศ.400 – ค.ศ.1480 โดยประมาณ) แกคงถูกจับเผาทั้งเป็นอย่างแน่นอน แม้กระนั้น เท่าที่ผมเคยดูสารคดีประวัติชีวิตของแกในบีบีซี (BBC) ทำให้ทราบว่าภรรยาของแกเป็นคริสตศาสนิกชนที่ดี ที่หมั่นไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ พอสามีมาประกาศทฤษฎีที่ค้านกับพระคัมภีร์เช่นนี้ แรงระเบิดมหาศาลจึงกัมปนาทขึ้นในครอบครัว เมื่อไปสมทบกับคลื่นความไม่พอใจของคริสตชนในสังคมภายนอกแล้ว ทำเอาแกเสียศูนย์เกือบเสียสติเลยทีเดียว

    หนึ่ง – ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่ก็คือการแสวงหาความรู้ประเภทหนึ่ง

    ศูนย์ – ด้วยกิเลสส่วนตนผมชอบคำพูดเปิดเรื่องของดาร์วิน

    “เมื่อหยุดสังเกต ข้าพเจ้าก็ตาย”

    การสังเกตธรรมชาติรอบตัว ตั้งคำถามแล้วแสวงหาคำตอบ เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนาความรู้ด้านต่างๆ

    ว่ากันว่า อัจฉริยะภาพคือการทำเรื่องธรรมดาในวิธีการที่ไม่ธรรมดา

    เมื่อ 2500 กว่าปีที่แล้ว บุรุษผู้หนึ่งได้สังเกตเห็นธรรมชาติของผู้คนว่าเมื่อมีเกิดก็ต้องแก่ เจ็บแล้วก็ตาย ที่ดูเป็นเรื่องธรรมดาสามัญยิ่ง แต่บุรุษผู้นั้นกลับคิดว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดา แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองต่อไปว่าผู้คนทั้งหลายเกิดมาจากไหน มาใช้ชีวิตอยู่ในแต่ละวันนี้เพื่ออะไร แล้วเมื่อร่างกายแตกสลายลงแล้ว “ความเป็นคน” ได้จบลงแค่นี้หรือ

    ครั้นเกิดคำถามเช่นนี้แล้ว กระบวนการแสวงหาคำตอบของบุรุษผู้นั้นได้ดำเนินต่อไปในห้องแล็บแห่งกายและใจของตนหกปี กระทั่งเข้าใจส่วนประกอบของความเป็นตัว (ธาตุสี่) และวงโคจรของจิตที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นตน (ปฏิจจสมุปบาท) บุรุษผู้นี้ได้ประกอบเครื่องมือขึ้นมาเพื่อทำการแยกธาตุและตัดวงโคจรของจิต (สติปัฏฐานสี่) ส่งคืนสภาวะรูป-นามให้ดำเนินไปตามเหตุตามปัจจัยของมันโดยไม่เข้าไปแทรกแซง (ตัดอุปาทาน – การยึดมั่นถือมั่น) แผดเผาพลังงานที่จะขับเคลื่อนวงโคจร (ตัณหา) เท่าที่มีอยู่ให้เหือดแห้งลงไป และไม่เติมน้ำมัน (สร้างตัณหาใหม่) ให้จิตท่องทะยานไปในสังสารวัฏ กระทั่งรู้แจ้งความจริงของจิต (อริยสัจสี่) แล้วทำความจริงนั้นให้ปรากฏอย่างถ้วนทั่วอีกด้วย

    2500 ปีต่อมา มนุษย์ยุคปัจจุบันนี้รู้จักมหาบุรุษผู้นั้นในนาม “พระมหาสมณโคม” หรือ “พระพุทธะ” (Buddha) แปลว่า “ผู้รู้” ทว่าทรงเป็นหน่อเนื้อของกษัตริย์ ผู้เลื่อมใสคำสั่งสอนของท่านในประเทศไทยซึ่งเคารพกษัตริย์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “เจ้า” มานาน จึงขานนามของท่านเพิ่มขึ้นอีกว่า “พระพุทธเจ้า”

    ก่อน 2500 ปีโน้น

    เมื่อ 2500 ปีนั้น

    และ 2500 ปีต่อมาก็ดี

    เรื่องธรรมดาสามัญของการเกิด แก่ เจ็บและตาย ก็ยังเป็นมา เป็นอยู่ และยังเป็นไปเหมือนเดิม

    “เมื่อหยุดสังเกต ข้าพเจ้าก็ตาย”

    ไม่แปลกที่คนเราจะเกิด แก่ เจ็บและตายอยู่เรื่อยไป ตราบใดที่ยังประมาทไม่สังเกตเห็นปรากฏการณ์ธรรมดาสามัญนี้ว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาเพราะเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ทั้งมวล แล้วไม่แสวงหาหนทางแก้ไขเพื่อดับทุกข์ของตน

    .

    .

    -คม-

    ผมไม่อยากให้เราผูกคำว่า “วิทยาศาสตร์” กับ “เทคโนโลยี” หรือ “ห้องแล็บ” เช่นที่เราผูกคำว่า “ศาสนา” กับ “ศีลธรรม” ฯลฯ จะทำให้เข้าใจเขวได้

    เทคโนโลยีเป็นผลจากการคิดแบบวิทยาศาสตร์ผ่านห้องทดลองเท่านั้น วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการคิด ดังนั้นการคิดเรื่องทุกข์-สมุทัยของพระพุทธเจ้า จัดเป็นกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งตั้งบนฐานของเหตุ-ผล

    ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ตั้งบนความศรัทธา (faith)

    .

    .

    -ขำ-

    .

    “ปาฏิหาริย์แห่งการมั่วอยู่เสมอ”

    ถาม : คุณวินทร์ครับ โดยปกติแล้วคุณวินทร์จะมีแฟนคลับส่งคำถามมาถามมากมาย และที่สังเกตดูคุณวินทร์สามารถตอบให้คำแนะนำได้ดีทุกเรื่อง เป็นเพราะคุณวินทร์อ่านหนังสือมากใช่ไหมครับ ทำอย่างไรถึงจะสามารถรอบรู้ได้หลายด้านบ้างครับ
    คุณวินทร์แบ่งเวลาอย่างไรหรือครับ

    ตอบ : ผมก็มั่วไปเรื่อยๆ แหละครับ ไม่ได้รู้มากอย่างที่คุณว่า ถ้าสังเกต จะเห็นว่าคำตอบที่ลงบ่อยมาก คือ “ผมไม่รู้ครับ”
    ส่วนเรื่องบริหารเวลา ก็ค่อยๆ ฝึกไปครับ โดยพยามให้เสียเวลาแต่ละอย่างน้อยที่สุด ถ้าจัดการได้ดี ก็จะได้งานมาก เหมือนปาฏิหาริย์เลยครับ!

    .

    “คำตอบอยู่ในสายลม”

    ถาม : ชีวิตที่เหลือของท่าน จะทำอะไรมั่ง นอกจาก กิน ขี้ … นอน?

    ตอบ :

    -วินทร์ เลียววาริณ-

  3. สวัสดีท่านประธานและท่านเลขาฯ ที่เคารพ

    ท่านทั้งสองนี่ ช่างมีผลงานอันงดงามมาให้ข้าพเจ้าได้ชื่นชมอยู่เสมอ
    น่าภูมิใจแทนตัวข้าพเจ้าจริงๆ ที่ไว้มีโอกาสพูดคุยกับท่านทั้งสอง ^^”

    ขอบคุณสำหรับความสุขที่ส่งมานะคะคุณสิญจน์

    สุขสันต์วันสุขค่ะ ^__^

  4. สวัสดียามดึกค่ะทุกท่าน

    .
    .

    เอ่อ .. ท่านเลขา ฯ ป๋าสอเจ้าคะ
    ออเดอร์ล่วงหน้าไว้แต่ตอนนี้ มันไม่เร็วไปหน่อยหรือคะ ?
    แถมจะเอาตั้งสิบตัวเชียว โอ้ ๆๆๆ อะหยังจะปะล้ำปะเหลือปั๋นอี้

    5555+

    กราบขอบคุณสำหรับ “ของฝาก” ด้วยนะคะ
    จัดใส่ “กระเช้าฯ” เรียบร้อยแล้วค่ะ

    .
    .

    อะแฮ่ม !

    โถ .. ท่านรอง ฯ ละก้อ
    เพิ่งรู้ตัวหรือคะว่าท่านน่ะเป็นคนที่น่าภูมิใจขนาดไหน
    ข้าพเจ้าน่ะรู้สึกได้มาตั้งนานแล้ว จริงๆ ค่ะ จริง จริ๊งงงงงงง ..

    55555+

    .
    .

    นอนหลับฝันดีนะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ
    :D

  5. โอ้ หามิได้ขะรับท่านรองฯ เราทั้งผองล้วนคนเดินดินกินข้าวเหนียวหมูปิ้ง ไส้อั่ว แคปหมู ปลาทูทอด ฯลฯ เหมือนๆ กัน เมื่อมีความสุขความสวยอันใดก็ไม่ควรเก็บไว้แต่ผู้เดียว การแบ่งปันออกไปเท่ากับเป็นการทำบุญชนิดหนึ่งเทียวครับ

    อ้อ…ความสุขและความสวยนั้น ผมคิดว่ามันมีลักษณาเดียวกันกับ…ตด!

    ก้อ…จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ความสุข ความสวย และตด จะทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ทั้งต่อตนเองคือผู้ที่สร้างมันขึ้นมา และต่อผู้ที่ผ่านเข้ามาร่วมประสบการณ์สวย-สุข

    สุขสันต์วันเสาร์นะครับ (โอ้ว ให้ตายเถอะ วันนี้เป็นวันที่ร้านยุ่งมากที่สุดเลยล่ะครับ ผมคงต้องเตรียมความสุขใส่กระบุงไปเยอะๆ ไม่งั้น คงแจกให้ลูกค้าหน้าบูดทั้งหลายไม่พอเป็นแน่)

    .

    .

    .

    ท่านประธานครับ

    ไม่เร็วหรอกขะรับ ออกจะช้าไปด้วยซ้ำ ว่าที่คุณพ่อวัยรุ่นก็งี้ล่ะครับ ค่อนจะใจร้อนไปหน่อย

    ^ _ ^

  6. หวัดดีค่ะพี่เจี้ยบเราเจอกันที่ ถนนคนเดินท่าวังผา อะค่ะ
    น้องทิพย์ชอบเวปพี่มากเลยนะค่ะโดยเฉพาะงานจากบล๊อกไม้สนใจค่ะเพราะคิดว่าน่าจาทำง่ายกว่าอย่างอื่น อีกอย่างหนึ่งก็อยากไปเรียนค่ะบ้านอยู่ท่าวังผา ถ้าว่าง เสาร์-อาทิตย์ จาไปเฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์ค่ะถ้าได้ครูดีลูกศิษย์คนนี้จาขยันเรียนค่ะ เพราะชอบงานฝีมือเป็นทันเดิมอยู่แล้วค่ะ ยังไงก็ขอฝากเนื้อฝากตัวในเวปนี้ก่อนนะค่ะ ไว้เจอกันที่บ้านค่ะจาหาโอกาสไปเรียนให้ได้เลยค่ะ ยังไงจาโทรไปบอกล่วงหน้านะค่ะกลัวคุงครูไม่อยู่อะค่ะ จาไปเรียนในตอนเช้าอาจจากลับตอนบ่ายนะค่ะคุงครูแต่จาเน้นเป็นเสาร์ อาทิตย์ เพราะวันธรรมดาทำงานค่ะเป็นข้าราชการนี้น่าเบื่อนะค่ะ แต่แก้เบื่อด้วยงานฝีมืออะค่ะ อยากเรียนถักหมวก และถักเสื้อค่ะ คุงครูค่ะมีหนังสือสอนลายของบล๊อกไม้ไม่ค่ะขอภิญญ์เล่มหนึ่งอะค่ะไม่รู้จาหาซื้อได้จากที่ใหน วันนี้ขอแค่นี้ก่อนนะค่ะไว้เจอกันที่บ้านนะค่ะ บายๆๆๆๆค่ะคุงครูเจี้ยบที่น่ารัก …………..

  7. สวัสดีค่าคุณทิพย์

    สะดวกเมื่อไรโทรมานัดได้เลยค่ะ
    แล้วเจอกันนะคะ

    ^ ^
    ป.ล. หนังสือบล๊อกไม้ของภิญญ์พี่มีทั้งเล่ม 1 และ เล่ม 2 ค่ะ อย่าเอ็ดไปนะคะ 555+

  8. คุงครูเจี้ยบค่ะ หนังสือมีขายใหมค่ะ ถ้ามีขายเล่มละเท่าไร รบกวนช่วยบอกราคาได้ไหม อาจจะฝากหลานซื้อที่กาดน่านให้นะค่ะ

  9. สวัสดีค่า หนูทิพย์

    ตอนนี้หนังสือเล่มหนึ่งหมดเกลี้ยง หมดเสี้ยงหมดสอยแล้วค่ะ (รอสั่งของใหม่อีกแป๊บนะคะ) ส่วนเล่มสองยังพอมีของค่ะ เล่มละร้อยกว่าบาทค่ะ ถ้าอยากได้ก็แวะมาหาที่ “เตียวกองล่องกาด” คืนวันเสาร์ที่ อ.ปัวนะคะ ตอนนี้มีบล๊อกไม้แบบใหม่มาด้วยค่ะ พี่ลองถักดูแล้วผลงานโอเคเลย ชอบๆๆๆ

    วันเสาร์ที่ผ่านมา พี่เข้าไปติดต่อเรื่องสถานที่ในเมืองแล้วแต่ไม่สำเร็จ ก็เลยยังไม่มีพิกัดของร้านที่แน่นอนหรอกค่ะ

    แล้วผลสอบเป็นยังไงบ้างคะ ? ขอให้ผ่านฉลุยเน้อเจ้า
    พบกันวันเสาร์หน้านะคะ

    .
    .

    ขอให้สนุกกับงาน สำราญกับการถักค่ะ .. อิอิ
    ^ ^ v

  10. พี่เจี๊ยบค่ะวันเสาร์นี้หนูทิพย์มีธุระไปมหาลัยที่ จ.อุตรดิตถ์อะค่ะ ไม่ว่างไปงานยังไงอาทิตย์หน้าว่างจะแวะไปหาที่งานนะค่ะ บอกพิกัดที่แน่นอนด้วยค่ะว่าอยู่ตรงใหน จาได้ไปถูก แล้วพี่เจี๊ยบไปงานเตียวกอง กี่โมงจาได้แล้วเจอพี่เจี๊ยบเลยอะค่ะ ไว้เจอกันอาทิตย์หน้านะค่ะ ถ้าไม่ติดอะไรอีกจาพยายามไปให้ได้เลยค่ะ ส่วนหนังสืออาทิตย์หน้า น้องทิพย์ว่าน่าจาได้แล้วนะ คือว่าเรายังไม่เก่งเลยจาเอาหนังสือเล่มสองเลยเหรอเอาไว้ น้องทิพย์ขอเล่มหนึ่งก่อนแล้วกันค่ะ ไว้เก่งแล้วจาแวะไปหาที่บ้านอะค่ะไปให้คุงครูเจี๊ยบสอนอะค่ะ บายนะค่ะ

  11. รับทราบค่ะน้องทิพย์
    ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคะ แล้วพบกันวันเสาร์ถัดไปค่ะ

    ^ ^ v

  12. พี่เจ๊ยบงานชื้นแรกใกล้เสร็จแล้วนะค่ะ ไว้จาเอามาลงในเวปอะ เดี่ยวถ้าเสร็จจาทำชื้นใหม่ให้ดูอีกนะค่ะ ชอบมากเลยทำงายมากเลยค่ะ ไว้จาไปเรียนทำหมวกกับเสื้อกั๊กนะค่ะ

  13. เยี่ยมไปเลยค่ะหนูทิพย์
    ถ้างั้นพี่นัดส่งการบ้านที่งานเตียวกองล่องกาด คืนวันเสาร์นี้นะคะ

    แล้วพบกันค่า ^ ^ v

  14. พึ่งกลับมาจากดูงานก็มาลุยงานบล๊อคไม้ต่อเลยเหนื่อยนะนี่แต่อยากให้งานเสร็จเร็วๆๆจาได้ถักอย่างอื่นบ้างกำลังพยายามอยู่ค่ะพี่เจี้ยบแต่ว่าผ้าคลุมไหล่นี่ยากนะค่ะเกือบจำลายไม่ได้แต่ดีที่ถ่ายรูปเก็บไว้ไม่งั้นลืมแย่
    แค่นี้ก่อนนะค่ะง่วงนอนแล้วค่ะ

  15. โอ้ .. คึกมากค่ะน้องทิพย์

    ระวังจะโยม (คำนี้เขียนยากจังน๊อ ใช้อักษรใดก็สื่อสำเนียงได้ไม่คือเอาเสียเลย 555+) เหมือนพี่เมื่อสุดสัปดาห์ก่อนนี้เด้อค่ะ

    พักผ่อนมาก ๆ และรักษาสุขภาพด้วยจ้า

    ^ ^ v

Comments are closed.