วิถีการเดิน
January 6, 2008
แม้มีคนสามารถ “ถอยหลังไปข้างหน้า” อยู่บ้าง
แต่นั่นไม่ใช่วิถีทางของชนส่วนใหญ่
ตัวฉันเป็นเพียงคนธรรมดาเหมือนใครใคร
ที่มองไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าออกเดิน
.
Entry Filed under: *สามัญประจำใจ. .
11 Comments Add your own
Leave a Comment
Some HTML allowed:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>
Trackback this post | Subscribe to the comments via RSS Feed

1.
z2you | January 6, 2008 at 9:47 pm
สวัสดีค่ะท่าน จขบ. สบายดีหรือเปล่าคะ หนทางยังอีกยาวไกลแวะพักบ้างนะคะ ^__^
2.
bysoul | January 7, 2008 at 6:48 pm
สวัสดีค่ะคุณ Z2you
จขบ.สบายดีตามอัตภาพค่ะ
เสียดายก็แต่ไม่สามารถเข้ามาได้บ่อยอย่างที่ใจต้องการเท่านั้น
ขอบคุณมากนะคะที่กรุณาแวะมาถามไถ่
แล้วทางคุณละคะเป็นอย่างไรบ้าง ? ซำบายดีหรือเปล่า ?
หากหักโหมงานตามสมควรแล้ว
ก็โปรดพักเป็นระยะด้วยเช่นกันนะคะ
ดูแลตัวเองด้วยค่ะ
-จขบ.-
3.
z2you | January 7, 2008 at 7:06 pm
สวัสดีค่ะท่าน จขบ.
ยินดีที่ได้ทราบข่าวว่าท่าน จขบ. สบายดีค่ะ ^___^
หากวันไหนเข้าเน็ต ข้าพเจ้าก็จะแวะมาที่นี่เสมอ
เพียงแต่อาจมิได้ทิ้งข้อความไว้
ยังไงท่าน จขบ.ก็รักษาสุขภาพด้วยนะคะ
ข้าพเจ้าเองก็สบายดีค่ะ
เว้นเสียก็แต่มีปัญหากับสายตานิดหน่อย
งานก็ยุ่งพอสมควร แต่ก็แวะพักได้เรื่อยๆ
ขอบคุณมากค่ะ
ขอให้ท่าน จขบ.โชคดีนะคะ
4.
bysoul | January 7, 2008 at 7:22 pm
สายตาเค้าเกเรด้วยเหตุอันใดหรือคะคุณ Z2you ?
สั้นไป ?
ยาวไป ? (( เอ อันนี้น่าจะยังไม่ถึงวัยเนาะ ))
(ลำ) เอียงไป ?
ถ้ายังไงก็หาเวลาไปตรวจให้เป็นเรื่องเป็นราวนะคะ เรื่องสายตานี่ประมาทไม่ได้กันเลย ช้าไปนิดเดียวก็อาจเป็นเรื่องได้ค่ะ แถมไม่ได้มีอะไหล่เปลี่ยนได้เหมือนอวัยวะอื่นด้วยนา
.
และระหว่างทำงาน เป็นไปได้ก็พักสายตาด้วยการมองพื้นที่สีเขียวด้วยเป็นระยะนะคะ แล้วก็บริหารกล้ามเนื้อดวงตาด้วยก็จะช่วยบรรเทาความเมื่อยล้าได้ค่ะ (( ข้าพเจ้าจะบรรยายท่าทางการบริหารไว้ ก็เกรงจะไม่ได้ความ ยังไงก็ไปปรึกษาจักษุแพทย์ใกล้ตัวดูได้ค่ะ))
.
วันพรุ่งนี้ข้าพเจ้ามีภารกิจแต่เช้าตรู่เลยค่ะ คงต้องขอไปเตรียมตัวก่อนนะคะ
ขอบคุณอีกครั้งค่ะที่แวะมาเยี่ยม มาคุยกัน
ขอให้สนุกกับงาน สำราญกับชีวิตเหมือนเช่นเคยนะคะ
-จขบ.-
5.
z2you | January 7, 2008 at 7:41 pm
ช่วงสอง สาม วันมานี้ รู้สึกตาข้างซ้ายจะมัวๆ นะคะ
มองโลกไม่สดใสเลย -*-
วันนี้ก็มีระคายเคือง นั่งน้ำตาซึมมาครึ่งวันล่ะ
แต่เมื่อก่อนข้าพเจ้าก็เคยมีอาการเช่นนี้อยู่บ่อยครั้ง
(เลยคิดเอาเองว่าคงไม่เป็นไร) และยังไม่ได้ไปพบจักษุแพทย์
(จริงๆ ว่าจะไปวันนี้แต่ก็มัวเอ้อระเหยจนเย็น)
ถ้าไม่ดีขึ้นพรุ่งนี้จะไปแล้วค่ะ ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะ
อ้อ..สายตาข้าพเจ้า สั้นนิด เอียงหน่อย ไม่เท่าไหร่หรอกค่ะ ^^
ขอให้ภารกิจของท่าน จขบ. ราบรื่นนะคะ
สุขสันต์กับทุกๆ วันของชีวิตค่ะ
6.
สวรรค์เสก | January 7, 2008 at 9:44 pm
การถอยหลังไปข้างหน้า
คนบอดบ้าถึงจะทำ
เหล่าคนดีตาดำๆ
จะเดินคลำไปข้างหน้า
เอ…ยังไงหว่า?
วุ้ย เอาใหม่ๆๆ
การถอยหลังไปข้างหน้า
แม้มิใช่วิถีทางของคนส่วนใหญ่
ทว่าตัวฉันก็เป็นคนเหมือนใครใคร
แต่ทำไม๊ ทำไม ชอบทำอะไรเหมือนคนบ้า
เฮ๊ย! เข้าตัวแล้ว
ไม่เอาๆ เอาใหม่ๆ
.
.
“เสียงของคนหมู่มากสื่อแสดงความต้องการที่ตรงกันได้
แต่เสียงของคนหมู่มากนำมาตัดสินความผิดถูกไม่ได้”
-พระพรหมคุณาภรณ์-
(หลวงพ่อประยุทธ์)
.
.
เพชรมีน้อยกว่าก้อนกรวดฉันใด
การเดินไปข้างหน้าของคนหมู่มาก
จะแน่ใจได้อย่างไรว่า
ไม่มีหน้าผารออยู่
การเดินถอยหลังของบางคน
อาจซ่อนเพชรเอาไว้ในใจ
แฝงความหมายอันยิ่งใหญ่
ที่ก้อนกรวดใดๆ มิอาจรู้
จู้ฮุ๊กกรูๆ
.
แว๊บแรกที่อ่านกวีเปล่าของคุณเจี๊ยบ
ผมกะเกร็งเล็งเป้าเอาไว้ว่า
จะฉวยประวัติของพ่อใหญ่หำโต้น มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ
ขึ้นมาเขียนถึงมรรควิถีการ “เดินถอยหลังไปข้างหน้า”
ของท่านผู้เฒ่าให้พวกคุณๆ อ่านกันอยู่เหมือนกัลล์
หากแต่การเลาะเล็ม “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ของท่านผู้เฒ่าอีกครั้ง ทำให้กระผมมานั่งคิดว่า น่าจะประมวลประวัติและองค์ความรู้ของท่านผู้เฒ่า เขียนเป็นบทความงามๆ เอาไว้หากินสักบท (อิ อิ อิ แผนชั่วอีกแระ) จึงระงับความคิดนั้นไป
เอาไว้ให้ผมละเลียดอ่านดีๆ
ขอดเกล็ดประวัติท่านให้เกลี้ยง
ทอดในน้ำมันสมองร้อนๆ
ราดด้วยน้ำจิ้มสามรสสไตล์นายสอ–หำน้อย
แล้วผมถึงจะเอาเรื่องราวของพ่อใหญ่หำโต้นมาฝากพวกคุณๆ ทีหลังนะขอรับ
.
.
คุณแซดทูยู้
อะไรเอ่ย…ตาสองชั้น ฟันสองหน คนสามขา?
ติ๊กตอกๆๆ
.
.
ยัยหมิว?
ยัยหมิวล่ะ?
ใครเห็นบ้าง?
ยู้ฮูฮูฮูฮู หมิว! หม่อง! เหม่ง! บาล์ม! นลินรัตน์! อยู่หนายยย!!
7.
z2you | January 8, 2008 at 7:05 pm
สวัสดีเย็นวันอังคารค่ะ
วันนี้งานยุ่งมากมาย แต่ก็สนุกดีค่ะ
คุณสวรรค์เสก สวัสดีค่ะ
อะไรเอ่ย…ตาสองชั้น ฟันสองหน คนสามขา?
คุ้นๆ แฮะ เหมือนเคยทายกันที่ไหนสักแห่ง
อืม…คนแก่ ใช่ป่าวคะ -*-
ข่าวว่าหนูบาล์ม จมอยู่ในกองงาน หาทางออกไม่เจออ่ะค่ะ หุหุ
สุขสันต์ สุขสันต์ค่ะ
8.
สวรรค์เสก | January 9, 2008 at 1:13 am
อ่ะ อ่ะ คุณแซดตอบถูกซะด้วยนาเนี่ย
สงสัยจะมีประสบการณ์ตรง ถึงตอบได้แม่นเผงเอาปานนั้น
.
.
อืมม์ ยัยหมิวนี่ อาการน่าเป็นห่วงจริงๆ
หากผ่านมาอ่านก็ขอให้โชคดี มีกำลังใจที่เข้มแข็ง
พร้อมฟันฝ่าอุปสรรค์นานานะแม่คุณ
.
.
เอ๊า! วันนี้มาอ่าน เสน่ห์สองนาง ตอนจบกันดีก่าเน๊าะ
9.
สวรรค์เสก | January 9, 2008 at 1:16 am
เสน่ห์สองนาง (ตอนจบ) ……………โดย สิญจน์ สวรรค์เสก
.
.
สองคืนต่อมา เขาปัดปูที่นอนและกางมุ้งลง แล้วล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนล้าจากการทำงานไร่มาทั้งวัน
‘หือ อะไรวะ?’ รู้สึกว่าแผ่นหลังได้สัมผัสอะไรบางอย่าง เขาจึงสอดมือเข้าไปคลำดู แม้ยังมองไม่เห็นของสิ่งนั้น แต่สัมผัสมือก็บ่งบอกแล้วว่าของสิ่งนั้นคืออะไร
‘เฮ้ย! เตะทิ้งไปแล้วนี่หว่า มันมานี่ได้ยังไง!’ ชายหนุ่มขนลุกซู่ เมื่อรู้ว่าของสิ่งนั้นเป็นตลับสีผึ้งมหาเสน่ห์นั่นเอง จึงเปิดมุ้ง เดินไปที่หน้าต่างเขวี้ยงมันลงบ้านอีกครั้ง แล้วกลับเข้ามุ้งนอนด้วยความกังวล
พอเขาเคลิ้มจะหลับ พวกเธอก็มาอีกแล้ว
“พี่ จะทอดทิ้งพวกน้องหรือ?” เธอตัดพ้อ
“คนอะไรใจไม้ไส้ระกำ พวกน้องรึก็สู้อุตส่าห์ปรนนิบัติดูแลพี่เป็นอย่างดี แล้วยังมาทิ้งขว้างกันได้ลงคอยังงี้อีก” อีกคนก็พร่ำด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“เอ่อ…คือ…คือ ว่า…” เขาอึกอักอับจนคำอธิบาย ยิ่งอยู่ในภวังค์แบบนี้ด้วยแล้ว ดูเหมือนว่าเข้าไร้หนทางที่จะต่อสู้ขัดขืนพวกเธอได้ ใจหนึ่งก็ยังหวาดๆ ว่าพวกเธอไม่ใช่คน แต่อีกใจหนึ่งกลับยอมรับต่อสภาพของพวกเธอ อยากให้พวกเธอมาอยู่ใกล้ๆ คอยนวดเฟ้นเอาอกเอาใจ และพร่ำพรอดจำนรรจาด้วยวจีที่อ่อนหวาน
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ ไม่ต้องพูดแล้ว” เหมือนว่าเธอจะรู้ถึงความอึดอัดของเขา “พี่นอนเถอะนะ เดี๋ยวพวกน้องจะดูแลพี่เอง แล้วอย่าทิ้งพวกน้องอีกล่ะ นะพี่นะ” พวกเธอพูดพลางแย้มยิ้มให้เขาอย่างอ่อนหวาน ดึงมือของเขาที่พาดหน้าอกออกมาบีบนวดเบาๆ แกะมือออกใส่ตลับสีผึ้งแล้วรวบนิ้วของเขากำลง
แม้จะเป็นยามค่ำคืน แต่คราวใดที่พวกหล่อนมาอยู่ใกล้ เขาจะมองเห็นใบหน้าของพวกเธอได้ชัดเจนเหมือนกลางวัน ราวกับหลุดเข้าไปสู่อีกมิติหนึ่ง ซึ่งมีแต่เขาและพวกเธอ ไม่มีกาลเวลา ไม่มีความมืดของกลางคืนและไม่สว่างแบบกลางวันด้วย หากแต่เป็นภาวะพิเศษที่แตกต่างออกไป ยากที่หาคำพูดมาบรรยายถึงสภาวะนั้น
เช้าวันนั้นเขาตื่นสายอีกแล้ว แม่จึงเปิดมุ้งเข้ามาปลุก เห็นเขานอนกำมือกุมหน้าอกครางฮือๆ อยู่ นางจึงเขย่าตัวเขาอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นเขารู้สึกตัว นางสังเกตเห็นเขากำอะไรอยู่ในอุ้งมือ จึงถามว่า
“อะไรน่ะ?”
“ไหนแม่” เขางัวเงียตอบ
“ในมือมึง”
“เอ่อ…คือ…”
“ไหนว่าทิ้งไปแล้ว”
“ทิ้งไปแล้วจริงๆ นะแม่ แต่มันกลับมาเองได้ไงก็ไม่รู้” เขาอธิบายเหตุผลให้แม่ฟัง เพื่อยืนยันว่าเขาไม่ได้โกหก
“ของพวกนี้มันมีอาถรรพ์ พ่อมึงเคยบอกว่าต้องเอาผ้าถุงครอบเสียก่อน ให้ของเสื่อมถึงจะทิ้งได้ มึงลองทำตามที่พ่อมึงว่าไว้ดู เอาผ้าถุงของกูครอบก็ได้ มึงผูกเองต้องแก้เอง ใครไหนช่วยไม่ได้” ให้คำแนะนำเสร็จ นางก็ออกจากมุ้ง เข้าครัวเตรียมอาหารเช้า
ขณะดายหญ้าอยู่ในไร่มันสำปะหลังวันนี้ เขาครุ่นคิดอยู่กับการทำลายอาถรรพ์และทิ้งตลับสีผึ้งอยู่ตลอดเวลา ทั้งเสียดายไม่หายเมื่อคิดว่าต่อแต่นี้ไป จะไม่มีสาวแสนสวยทั้งสองนองมาคอยปรนนิบัตินวดเฟ้น พูดจาฉอเลาะให้ฟังอีก
หลังจากพักกินมื้อเที่ยง พอหนังท้องตึงหนังตาก็เริ่มหย่อน และเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอยู่แล้วว่า จะมีเวลาพักผ่อนประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนทำงานภาคบ่าย ลงจากกระท่อมได้ เขาก็บ่ายหน้าหาร่องมันที่ร่มรื่นเหมือนเคย สลัดผ้าขาวม้าคู่กายลงปูพื้น แล้วนอนคลำตลับสีผึ้งพลางนึกถึงคำพูดของแม่
ด้วยวิถีชีวิตที่เหมือนเดิม และระบบความคิดก็ยังหมุนวนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ในร่องมันสำปะหลังและบรรยากาศเดิมๆ เขาจึงค่อยๆ เคลิ้มหลับดังเช่นทุกวัน ทว่าวันนี้
“ฮือๆๆๆ” เสียงร้องไห้ของผู้หญิงแว่วมาก่อน แน่ล่ะ เสียงของเธอทั้งสองนั่นเอง
“ฮือๆ พี่จะทิ้งพวกน้องจริงๆ หรือ?” เธอผู้พาดสไบสีแสดร้องไห้ฟุมฟายขณะเดินเข้ามาทรุดลงนั่งข้างกายเขา
“ถ้าพี่ทำเหมือนที่ยายแก่นั่นบอก พวกน้องจะมาหาพี่ไม่ได้อีกแล้วนะ” แม่สไบสีเขียวพูดขึ้นบ้าง ดูเหมือนพวกเธอจะรู้แล้ว ว่าเขาทราบเคล็ดลับการทำลายอาถรรพ์ของพวกเธอ
“ฮือๆๆ อย่าทำเลยนะพี่นะ อย่าขับไล่ไสส่งพวกน้องเลย ให้พวกน้องได้อยู่ดูแลพี่ต่อไปเถอะ ฮือๆ” ต่างผลัดกันพูดอ้อนวอนเขาอยู่เช่นนั้น พลางร้องไห้ฟุมฟายเหมือนคนรักที่กำลังจะตายจากกัน
“ไม่ได้หรอก ไม่ได้ เรามาอยู่ด้วยกันแบบนี้ไม่ได้” ชายหนุ่มแย้งขึ้นบ้าง “พวกเธอควรอยู่ในภพของเธอ ไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกัน มาคอยติดตามกันไปทั่วแบบนี้ไม่ดี” มโนธรรมกระตุ้นเตือนให้เขาพูดกับพวกหล่อนแบบนั้น
“ฮือๆ ก็ช่างปะไรล่ะพี่ พวกน้องจะเป็นใคร มาจากไหนไม่สำคัญ ขอแต่ได้อยู่ใกล้ คอยรับใช้ปรนนิบัติพี่แบบนี้ก็พอแล้ว” ดูเหมือนพวกเธอไม่รับฟังเหตุผลที่เขาพยายามอธิบายเลย
“ไม่ได้ๆ! ยังไงก็ไม่ได้ จะมาอยู่ด้วยกันแบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว!” เขาพูดอย่างเด็ดขาด
“ไม่รู้ล่ะ พวกน้องไม่ยอมหรอก ฮือๆๆ” พวกเธอก็ดื้อไม่ถอย และไม่เพียงไม่ยอมแค่คำพูดเท่านั้น พวกเธอยังกดแขนขาของเขาเอาไว้ ไม่ยอมให้ลุกขึ้นได้อีกด้วย
คราวนี้ดูเหมือนว่าความประนีประนอมได้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ชายหนุ่มดิ้นสุดกำลัง ในภวังค์ความคิดตอนนี้เขานึกถึงแม่ นึกถึงคำแนะนำที่แม่บอกไว้ ซึ่งอาจจะเป็นด้วยคุณของมาตานุสติ คือการนึกถึงแม่ผู้ให้กำเนิด ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีบุญคุณเหนือเศียรเกล้านี่กระมัง จึงทำให้เขาดิ้นหลุดจากการเกาะกุมของพวกเธอได้
เขาเดินโซเซกลับไปที่กระท่อมริมคลองข้างไร่ ตรงไปที่ราวไม้ไผ่ตากผ้าซึ่งมีผ้าถุงของแม่พาดอยู่ รวบผ้าถุงเก่าสีออกหม่นๆ จนซีดผืนนั้นมาได้ ก็รีบคลายมือวางตลับสีผึ้งลงบนพื้น แล้วใช้ผ้าถุงผืนนั้นคลุมลงไปบนตลับสีผึ้งนั้น เขายกผ้าถุงคลุมผุบๆ ผับๆ อยู่หลายครั้งจนหนำใจดีแล้ว จึงกำตลับสีผึ้งขึ้นมาแล้วเขวี้ยงลงไปในคลอง ซึ่งขึ้นคลุมอยู่ด้วยกอไผ่หนามจนหนาทึบ
“จบกัน! มึงกะกูจบกันแค่นี้!” น้ำเสียงห้าวลอดไรฟันออกมา ด้วยความรู้สึกโล่งอกเหมือนยกภูเขาทั้งลูกออกไปแล้ว
นับแต่นั้นมา ชายหนุ่มผู้นี้ก็เข็ดขยาดต่อการเล่นกับไสยศาสตร์มนต์ดำแบบนี้ เพราะมันไม่เคยให้คุณกับใครเลยจริงๆ
ต่อเรื่องไสยศาสตร์แบบนี้ แรกเริ่มผู้ใช้จะรู้สึกเหมือนว่ามันเป็นสิ่งวิเศษ ที่จะดลบันดาลให้สมความปรารถนาได้
ต่อมา เหมือนว่ามันได้นำสิ่งดีๆ มาสู่ชีวิตได้จริงๆ
ท้ายที่สุด อวิชชาเหล่านี้จะสำแดงฤทธิ์เดชที่แท้จริงออกมา ว่ามันเป็นเพียงเล่ห์กลอย่างหนึ่ง ซึ่งมีผลร้ายแฝงอยู่หลังม่านแห่งความลวงนั้น
อวิชชา ไสยศาสตร์ มนต์ดำ เล่ห์ กล ลวง หลอก ดูเอาเถิด กลุ่มคำเหล่านี้ไม่มีคำดีเลยสักคำ แต่ดูเหมือนการใช้ชีวิตของผู้คนทุกวันนี้ นับวันจะวนเวียนอยู่กับความหมายกลุ่มคำเหล่านี้มากขึ้นทุกที หลงเชื่อ หลงตื่น กับปรากฏการณ์บางอย่างที่แม้ตัวเองก็ยังตอบไม่ได้เลยว่า “สิ่งของ” หรือว่า “วัตถุ” ที่ปรากฏขึ้นมากับเหตุการณ์นั้นๆ มาจากไหน เพื่ออะไร มันสามารถนำความสุข ความเจริญ อย่างไรมาให้ชีวิตของตนได้บ้าง และได้จริงๆ หรือ?
อืมม์ เป็นไปได้ไหมว่า บางทีผู้คนทุกวันนี้ถูกลัทธิบริโภคนิยม เสกโฆษณไสยเข้าสมองแล้ว!
10.
bysoul | January 9, 2008 at 12:12 pm
สวัสดีก่อนเที่ยงค่ะ
.
รีบไปตรวจ ไปรักษาให้เป็นเรื่องเป็นราวเถอะค่ะ ปล่อยให้น้ำซึมออกตาอยู่อย่างนี้ ระวังจะมีคนเข้าใจผิดว่าคุณ Z กำลังเศร้าใจได้นะคะ เกิดขันอาสามาซับน้ำตาเข้าให้ คุณจะปฏิเสธไม่ทันเอานา
คริ
คริ
คริ
ขอให้หายไว ๆ ค่ะ
.
อ่า ขอบคุณมากค่ะคุณป๋าสอ
ที่แตกหน่อความคิดออกไปให้อย่างน่าขบคิด
น่าสนใจทีเดียว (( ค่อยมาเคี้ยวต่อกันอีกทีนึงเนาะ ))
สำหรับกลอนเปล่าของเจี๊ยบนั้น สื่อถึงความเป็นไปในตอนนี้ค่ะว่า หมดเวลาที่จะหันไปมองอดีตแล้ว อยู่กับปัจจุบันแล้วตั้งธงของอนาคตให้กับตัวเองน่ะค่ะ
.
อีกเดี๋ยวต้องออกเดินทางแล้วล่ะค่ะ ขอตัวก่อนนะคะทุกท่าน
(( ชีพจรลงเท้าขนาดนั๊กเลย ))
ขอให้มีความสุข สนุกสนานทั่วกันค่ะ
-จขบ.-
ปล. เพลานี้ข้าพเจ้าบ้าไม่ค่อยออกเอาซะเลยอ่ะ ทุกท่านอย่าเพิ่งปฏิวัติยึดตำแหน่งประธานของเค้าไปน๊า
11.
z2you | January 9, 2008 at 8:06 pm
สวัสดีค่ำวันพุธค่ะ
ท่าน จขบ. ค่ะ
อาการดีขึ้นแล้วค่ะ เพราะกินยาแก้อักเสบเข้าไป
ส่วนผู้หวังดี(แต่ไม่ประสงค์จะอาสา)ช่วยซับน้ำตา คงไม่มีหรอกค่ะ
อ้อ..แต่มีเพื่อนร่วมงานถามว่าตาไปโดนอะไรมา
ข้าพเจ้าเลยตอบว่า ความรักเข้าตา แต่ดันเกิดปฏิกิริยาต่อต้านอ่ะ 555+
ขอบคุณมากนะคะ เดินทางสะดวก ปลอดภัยค่ะ
คุณสวรรค์เสก คะ
ประสบการณ์ตรงค่ะ ตรงที่ว่าคืออาจารย์เคยถาม
แต่ข้าพเจ้าตอบไม่ได้ เลยรอฟังเฉลยและจำมาน่ะค่ะ
ไปอ่านเสน่ห์สองนางก่อนนะคะ
สุขสันต์วันพุธ ^__^