จอมขโมย โดย สวรรค์เสก

December 31, 2007

December 31, 2007 at 2:07 am

.
.

เย็นวันหนึ่งภิกษุรูปร่างผอม สูงโปร่ง
อีกรูปหนึ่ง ค่อนข้างเตี้ย หุ่นเล็กๆ ดำคล้ำ
ทั้งสองรูปห่มจีวรสีกรักเข้ม เก่าคร่ำคร่า ผ่านการปะผุมานับรอยไม่ถ้วน กลดที่แบกมาด้วยก็ขาดหวิ่นจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม เดินเข้ามาในสำนักป่าบ้านหนองผือนาใน

ภายในอรัญวาสีที่เต็มไปด้วยพฤกษานานาพันธุ์นั้น มีกุฎิหลังหนึ่งซึ่งใหญ่กว่ากุฎิหลังอื่น อันเป็นที่พำนักของภิกษุวัยชราผู้หนึ่ง ท่านนั่งอยู่บนนั้น มีพระเณรที่มาคอยอุปัฏฐากรับใช้อยู่สองสามองค์ ภิกษุชรารับรู้ได้ถึงการมาของทั้งสอง จึงหันไปบอกพระหนุ่มเณรน้อยที่อยู่บริเวณนั้นว่า

“นั่นๆ ท่านขาว ท่านชอบ มาแล้ว ไป…ไปต้อนรับท่าน”
ภิกษุหนุ่มเณรน้อยเหล่านั้น เคยได้ฟังอาจารย์ใหญ่เล่าถึงความฉกาจฉกรรจ์ด้านจิตภาวนา ของ “พี่ชายใหญ่” ทั้งสองรูปนี้มานานแล้ว จึงกุลีกุจอออกไปต้อนรับทันที

เย็นวันนี้ พระภิกษุและสามเณรในสำนักป่าบ้านหนองผือ ต่างกระหยิ่มยินดีต่อการมาของพระมหาเถระทั้งสองท่าน ทุกรูปล้วนทราบดีว่า คราใดที่พระผู้ใหญ่กลับจากธุดงค์ มักจะมี “ของจริง” มากราบเรียนถวายให้ท่านพระอาจาย์มั่นทราบ

มิพักจะพูดถึงท่านทั้งสองที่เพิ่งกลับมาในวันนี้ ต่างเป็นผู้ได้รับคำพยากรณ์จากพระอาจารย์ใหญ่มั่นแล้ว ว่าเป็นผู้ที่เอาตัวรอดปลอดภัย ไหลลงสู่กระแสแห่งอริยะภูมิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การมาถึงของท่านทั้งสอง จึงเปรียบประดุจพญาช้างสารที่กลับออกมาจากการตระเวนไพรก็ไม่ปาน

‘สงสัยคืนนี้จะมีธรรมสากัจฉาโต้รุ่ง’ สามเณรบุญเพ็งคิด (ทุกวันนี้คือ หลวงปู่บุญเพ็ง กัปปโก เจ้าอาวาสวัดถ้ำกองเพล อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู)

“บุญเพ็งไปปูเสื่อ” หลวงปู่มั่นสั่งสามเณรบุญเพ็ง “จัดไกลๆ หมู่เลยนะ ท่านชอบ ท่านขาว ชอบป่านะ จัดให้อยู่ในป่าเลย”

สามเณรบุญเพ็งในครั้งนั้นยังจำความประทับใจที่ได้ต้อนรับ “ศิษย์พี่ใหญ่” ทั้งสองรูปได้เป็นอย่างดี สามเณรได้ไปปูเสื่อและกางกลดให้อาจารย์ขาวใต้ต้นมะไฟป่า ส่วนอาจารย์ชอบอยู่ใต้ต้นหมากเม่าห่างกันออกไป

ตกค่ำ เมื่อพระสงฆ์สามเณรมานั่งบนลานดินพร้อมหน้า พ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ก็ “ประหน้า” ศิษย์เอกทั้งคู่ ด้วยเทศนากัณฑ์ใหญ่ขึ้นก่อนว่า

“กลัวแต่คนอื่นจะเห็นตับไตไส้พุงของตัว แต่ตัวเองไม่สนใจดูตับไตไส้พุงและจิตใจของตัวเองว่ามีอะไรอยู่ในนั้น มัวเพลินดู เพลินฝัน เพลินคิดแต่เรื่องคนอื่น กลัวเขาจะมาเห็นตับไตไส้พุงของเรา คิดส่งออกไปนอก ไม่สนใจคิดเข้ามาภายใน นักปฏิบัติเราไม่สนใจดูกายดูใจของตัวเอง จะหาความฉลาดรอบรู้มาจากไหน” หลวงปู่มั่นกราดสายตาอันคมกริบใส่หลวงปู่ขาว แล้วก็นิ่งอยู่

เรื่องของเรื่องคือ ระหว่างทางก่อนที่จะมาถึงสำนักบ้านหนองผือนั้น คืนหนึ่งท่านทั้งสองตั้งใจพิจารณากายคตานุสติปัฏฐาน ถวายบูชาท่านพระอาจารย์มั่นเป็นพิเศษ ทว่าหลวงปู่ขาว ได้หลุดปากปรารภกับหลวงปู่ชอบว่า

“เราพิจารณากายกันอยู่ทางนี้ ที่โน่น…ป่านนี้ ท่านพระอาจารย์มั่นคงนั่งภาวนามองดูตับไตไส้พุงของพวกเราทะลุปรุโปร่งหมดแล้วก่อนที่เราจะไปถึงท่าน เครื่องในตับไตไส้พุงของเราคงไม่มีอะไรเหลือ ท่านคงขยี้คลี่คลายดูแหลกลาญเป็นจุณไปหมดแล้วด้วยญาณของท่าน” คิดเพลิน…เพลินคิด กันไปเพียงเล็กน้อย ยังไม่วายถูกเตือน!

ช่วงที่หลวงปู่ชอบได้มาอยู่กับหลวงปู่มั่นในสำนักป่าบ้านหนองผือนี้ หลวงปู่มั่นจะวางใจให้ท่านช่วยงาน 3 อย่างคือ

1. จับขโมย – พระหนุ่มเณรน้อยรูปใดขโมยคิดนอกลู่นอกทาง หลวงปู่ชอบ จะทำหน้าที่ตักเตือนแทนหลวงปู่มั่น

2. ต้อนรับแขก – แขกที่มาขอฟังธรรมหลวงปู่มั่นนั้น บางคืนจะมามาก มาพร้อมกันหลายภพหลายภูมิ ท่านจะบอกให้เทพ นาค เหล่านั้นแยกมาฟังธรรมกับหลวงปู่ชอบบ้าง เพราะลำพังท่านสอนได้ไม่พร้อมกัน (ท่านบอกว่าเทพแต่ละภูมิจะชอบฟังธรรมที่แตกต่างกันไป มิพักว่าบางวัน นาค กับ ครุฑ มาพร้อมกัน นั่นยิ่งต้องแยกสัตวเทพทั้งสองเหล่าออกจากกันด้วย)

3. ช่วยดูแลพระเณร – เป็นที่รู้กันในหมู่ศิษย์พระป่าสายหลวงปู่มั่นว่า ในเรื่องปรจิตตวิชา คือการล่วงรู้ใจของผู้อื่นแล้ว หลวงปู่ชอบก็ว่องไวไม่แพ้หลวงปู่มั่น ท่านจึงมีส่วนช่วยหลวงปู่มั่นมาก ในเรื่องช่วยอบรมพระเณรให้อยู่ในร่องในรอย

เคยมีผู้กราบเรียนถามหลวงปู่ชอบว่า โดยมากพระมักจะ “ขโมยคิด” ในเรื่องใดมากที่สุด

หลวงปู่จะตอบยิ้มๆ ด้วยเมตตาว่า “ส่วนมากจะคิดฮอดผู้สาว บางทีก็คิดประมาทธรรม ประมาทครูบาอาจารย์ เป็นบาปอย่างยิ่ง ต้องทักท้วง”

.
.

-หลวงปู่ชอบ ฐานสโม-
วัดป่าสัมมานุสรณ์ วังสะพุง จ.เลย

.
.

-สิ่งที่อยู่เหนือคำพูด-

อุบาสกผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง สนทนาธรรมกับหลวงปู่ว่า

“กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันนี้ พระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏ เพื่อที่ผู้สนใจปฏิบัติธรรมจะได้ทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้นๆ แล้วเขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวัง เพื่อเป็นพลังเร่งความเพียรในทางปฏิบัติให้เต็มที่”

หลวงปู่กล่าวว่า

“ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด”

.
.

-หลวงปู่ดูลย์ อตุโล-
วัดบูรพาราม สุรินทร์

.
.

-น้ำเจือสี-

ใจของเราขณะที่เป็นปกติอยู่ เปรียบเหมือนน้ำฝนเป็นน้ำที่สะอาด มีความใสสะอาดบริสุทธิ์เป็นปกติ

ถ้าเราเอาสีเขียวใส่ลงไป เอาสีเหลืองใส่เข้าไป น้ำก็จะกลายเป็นสีเขียว สีเหลืองไป

จิตของเราก็เหมือนกัน เมื่อไปถูกอารมณ์ที่ชอบใจ ใจก็ดี ใจก็สบาย เมื่อไปถูกอารมณ์ที่ไม่ชอบใจแล้ว ใจนั้นก็ขุ่นมัว ไม่สบาย เหมือนกับน้ำที่ถูกสีเขียวก็เขียวไป ถูกสีเหลืองก็เหลืองไป เปลี่ยนสีไปเรื่อย.

.
.

-หลวงปู่ชา สุภัทโท-
วัดหนองป่าพง อุบลฯ

Entry Filed under: กระเช้าของฝาก. .

4 Comments Add your own

  • 1. สวรรค์เสก  |  January 1, 2008 at 12:46 am

    ไขข้อข้องใจ

    .
    .

    หมายเหตุก่อนอ่าน — ในบรรดาพระเถระซึ่งเป็นลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จะมีก็แต่หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท (ท่านเคยเป็นพระอุปัฏฐากใกล้ชิดองค์หลวงปู่มั่นอยู่หลายปี) กับ หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ที่เทศน์สอนด้วยภาษา “โล่งโจ้ง” ที่สุด ขอให้อ่านเรื่องที่ท่านเล่าต่อไปนี้ด้วยจิตพิจารณา

    .
    .

    “เจี๊ยะ…มีอะไรก็ถามมา ท่านนี่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง” หลวงปู่มั่น เปรยขึ้นเพียงเท่านี้เราก็ปอดแหกแล้ว

    “ครูบาจารย์ เทวดาหน้าตามันเป็นยังไง อยากเห็นบ้าง?” เราก็เสือกถามท่านทั้งที่กลัวแทบจะตาย

    “ฮื้อ!…มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเรา เราจะรู้ไปทำไม ท่านนี่ชอบถามอะไรซอกแซกกวนใจ ทำความดีให้มันถึงสิ ปัญญามันอยู่ที่เรา ไม่ได้อยู่กับเทวบุตรเทวดาที่ไหน ดูหน้าเรา ดูหนังเราให้เห็นชัดด้วยปัญญานั่นสิ

    พระพุทธเจ้าเห็นพระองค์เองก่อน ตรัสรู้เรื่องตัวตน ละตัวตนก่อน ค่อยมาสอนคนอื่น หรือเทวดาทีหลัง ยังไม่ทันไร ยังไม่ไปไหนมาไหน อยากเห็นนั่นเห็นนี่ มันไม่ถูก ทั้งที่ตาบอดแต่อยากเห็นนั่นเห็นนี่ เดี๋ยวก็เดินชนตอ ลูกกะตาแตกหรอก” หลวงปู่มั่นตอบด้วยวาทะแห่งบุคคลผู้ชาญฉลาด

    “ก็ผมอยากรู้นิ ครูบาจารย์ ก็ผมไม่เคยเห็น ก็อยากเห็น อยากรู้บ้าง” เรานิ่งเงียบไปพักหนึ่ง แล้วท่านก็พูดขึ้นต่อไปตามอัธยาศัยว่า

    “ศาสนานี้เรียนให้ดีล้ำลึกที่สุด ผมไปเที่ยวภาวนาอยู่ในป่า มีสหธรรมมิกของผมรูปหนึ่งอยู่ในป่าโน่นน่ะ -โอ๊ย! เจี๊ยะเอ้ย! แม้รูเท่านิ้วก้อยนี่ ท่านยังมุดเข้าไปได้ หายตัวไปเลย ทะลุฟ้า ทะลุดิน แผ่นดิน แผ่นน้ำ ทะลุได้หมด จะไปไหนเพียงแค่ลัดนิ้วมือเดียว ตอนนี้ท่านตายอยู่ในป่าไปแล้ว”

    “โอ้! ขนาดนั้นหรือครูบาจารย์! ถ้าไปอยู่ในเมืองหลวง ปานนี้เมืองไทยดังระเบิดเถิดเทิงไปแล้ว เสียดายไม่น่าตายไปเปล่าๆ อยากเห็นบ้างแบบนี้” กราบเรียนท่านด้วยความตื่นเต้น

    “ก็มีแต่อย่างนี้แหละพวกตาบอด เจี๊ยะเอ๊ย! ใครไม่ได้รู้ไม่ได้เห็น เสียชาติเกิดทีเดียว” ถามท่านเรื่องนี้ทีไรโดนท่านดุทุกที (หัวเราะ)

    จากนั้นท่านก็เล่าเรื่องไปถึงดอยมูเซอ ตอนท่านไปอยู่ที่นั่นมีเทวดามาฟังเทศน์กันเยอะ มาเป็นหมื่นๆ พวกเทวดาเยอรมันก็มาฟัง ทีนี้พวกมูเซอมันเห็นแสงสว่างบนภูเขาทั้งลูก อยู่ดีๆ สว่างเข้ามาเรื่อยๆ แสงสว่างเต็มไปหมด มันก็ว่าตอนกลางคืนท่านนั่งภาวนาอยู่แสงสว่างจ้าหมดบนภูเขา

    พอตอนเช้าท่านเข้าไปบิณฑบาต พวกมูเซอมันก็ถาม

    “ตุ๊เจ้า ตุ๊เจ้า จุดตะเกียงเจ้าพายุรึ เมื่อคืนนี้สว่างหมดทั้งเขา ตุ๊เจ้าใช้ตะเกียงเจ้าพายุรุ่นไหน สว่างคักแท้”

    “ไอ้ห่า กูมีตะเกียงเจ้าพายุซะที่ไหน”

    “ทำไมที่บนเขามันสว่างขาวเกลี้ยงหมดทั้งลูกล่ะ ตุ๊หลวง”

    “ไม่รู้โว้ย” ท่านปิดไม่บอก แล้วทีหลังท่านมาพูดให้เราฟังว่า

    “เทวดามาเป็นแสนๆ นะ มาฟังเทศน์ตอนที่อยู่ดอยมูเซอ เทวดาจากเยอรมันก็มี ทำบุญดีตายไปแล้วได้ขึ้นสวรรค์ ครูบาอาจารย์องค์ไหนมีญาณดีๆ เมื่อเราตายไปแล้วกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ก็จะได้เป็นลูกศิษย์ท่าน เป็นมนุษย์มันมีแต่ห่วงบ้าน เดี๋ยวตายไปเป็นเปรต ฟังซิ

    ต้องถือเป็นคติพระ อย่าไปห่วงมันเยอะ ข้าวของเงินทองตายแล้วเอาไปไม่ได้หรอก ไปหัดภาวนาให้เป็น ไม่ต้องเอาอะไรมาก เพียงแต่ให้ใจ “พุทโธ” อันเดียวก็พอแล้ว ใจอยู่กับพุทๆๆๆ โธๆๆๆ เราก็ได้ไปสู่สวรรค์ ไปสู่สุคติ ใจสบาย…”

    .

    -หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท- พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง
    วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม สามโคก ปทุมธานี
    จากหนังสือ ชีวประวัติฉบับสมบูรณ์

    Reply
  • 2. bysoul  |  January 1, 2008 at 4:33 pm

    ขอบคุณค่ะคุณป๋าสอ

    .

    ขอให้สุขใจ สบายกายานะคะ
    สวัสดีปีใหม่ค่ะ .. :D

    -จขบ.-

    Reply
  • 3. lek  |  January 1, 2008 at 4:44 pm

    ดีครับ เอาธรรมะมาสอนกับ เป็นเรื่องต้อนรับปีใหม่
    สาธุ

    Reply
  • “ภูพานเพชร” ผู้นำตลาดหมากเม่าระดับสากล
    PhuPhanPhet – Leading MaMao Market

    หมากเม่า (มะเม่า เม่าเสี้ยน มัดเซ) เป็นผลไม้ชั้นนำในเขตภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร ส่วนภาคอื่นๆ เรียกว่า “เม่า” ชื่อวิทยาศาสตร์ Antidesma velutinosum Blume ในวงศ์ Stilaginaceae. เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ ความสูงประมาณ 12-15 เมตร ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม – พฤษภาคม และผลจะสุกในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน

    ประโยชน์ “หมากเม่า”
    1. ผลดิบสีเขียวอ่อน ประกอบอาหารคล้ายส้มตำเม่า
    2. ผลแก่สีแดงมีรสเปรี้ยว ส่วนผลแก่จัดสีดำม่วง จะมีรสหวานอมเปรี้ยว รับประทานเป็นผลไม้สด
    3. ผลมีสรรพคุณเป็นยาระบายและบำรุงสายตา ใบสดนำมาอังไฟเพื่อใช้ประคบแก้อาการฟกช้ำดำเขียว เปลือกต้นเม่าใช้เป็นส่วนประกอบของลูกประคบ
    4. ผลหมากเม่าสุก มีกรดอะมิโน 18 ชนิด แคลเซียม เหล็ก สังกะสี วิตามิน B1 B2 C และ E
    5. ผลิตภัณฑ์แปรรูปเช่น น้ำผลไม้ ไวน์เม่า แยม กวน สีธรรมชาติผสมอาหาร ฯลฯ
    6. น้ำเม่าสกัดเข้มข้น 100% มีสารอาหาร วิตามินหลายชนิด ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายรวมทั้ง มีสารต้านอนุมูลอิสระ
    7.ไวน์หมากเม่า มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง
    8.กัมมาลและคณะ (2546) ศึกษาฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV เชื้อรา เชื้อแบคทีเรียของสมุนไพรไทย 5 ชนิด คือ มะเม่า ฟ้าทลายโจร หญ้าแห้วหมู ผักเป็ดแดง และสายน้ำผึ้ง พบว่า มะเม่า สายน้ำผึ้ง และหญ้าแห้วหมู มีศักยภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV ได้

    หจก.ภูพานเพชร มีทั้งต้นพันธุ์ และผลิตภัณฑ์แปรรูป
    หมากเม่า “ภูพานเพชร “
    1. ลักษณะเด่น หมากเม่า สายพันธุ์ “ภูพานเพชร”
    * ต้นสูงประมาณ 12 – 15 เมตร
    * ลักษณะใบ กว้างมนใหญ่ มีทั้งใบยาว และใบสั้น
    * ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 15 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่
    สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
    2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานเพชร”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานเพชร” ความสูง 50, 80, 100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า “ภูพานเพชร”
    2.3 แยมหมากเม่า “ภูพานเพชร”
    2.4 น้ำผลไม้เข้มข้น หมากเม่า “ภูพานเพชร”

    หมากเม่า “ภูพานทอง”
    1. ลักษณะเด่น หมากเม่าสายพันธุ์ “ภูพานทอง”
    * ต้นสูงประมาณ 10 – 12 เมตร
    * ลักษณะใบ แคบเล็กยาว ใบห่าง
    * ผล เป็นพวงช่อขนาดใหญ่ ประมาณ 12 ซม. ผลดิบมีสีเขียว ผลแก่
    สีแดง เมื่อผลแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ
    2. ผลิตภัณฑ์ “ภูพานทอง”
    2.1 ต้นพันธุ์หมากเม่า “ภูพานทอง” ความสูง 50, 80, 100 ซม.
    2.2 ไวน์หมากเม่า “ภูพานทอง”
    2.3 แยมหมากเม่า “ภูพานทอง”
    2.4 น้ำผลไม้เข้มข้นหมากเม่า “ภูพานทอง”

    สนใจติดต่อ

    1.คุณเอมอร สาระขันธ์ โทร 081 839 0015

    2.คุณดายุทธ รักมะณี โทร 081 911 1764

    http://www.phuphanphet.com

    Email: phuphanphet@gmail.com

    Reply

Leave a Comment

Required

Required, hidden

Some HTML allowed:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <pre> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


h&s


ปฏิทิน

December 2007
S M T W T F S
« Nov   Jan »
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

เรื่องราว & เรื่องเล่า

คำทักทายของเรา

สิญจน์ สวรรค์เสก on นาฬิกาชีวิต
soul on นาฬิกาชีวิต
สิญจน์ สวรรค์เสก on นาฬิกาชีวิต
soul on สายตา
สิญจน์ สวรรค์เสก on สายตา
soul on โกะ : วันละกระดาน
z2you on โกะ : วันละกระดาน
soul on เรื่องธรรมดา

คำบอกเล่าของฉัน

ที่ชอบที่ชอบ

เป็นการเป็นงาน

Blogroll

เรื่องเล่าที่เข้าตา

Spam Blocked